พระพิจิตรข้างเม็ด กรุเขาพนมเพลิง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย "พระเครื่องตระกูลพิจิตร"
พระพิจิตร เป็นพระเครื่องที่พบพานในจังหวัดพิจิตรมาก่อนเป็นปฐม แต่เมื่อพบพานในท้องที่จังหวัดอื่นๆแต่มีพุทธ
ลักษณะของพิมพ์ทรงที่คล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน ก็เรียกขานนำหน้าว่า"พระพิจิตร"
ไม่ต่างไปจาก"พระกำแพง" แต่ประการใดทั้งที่บางครั้งแตกกรุออกมาโดยมิใช่ท้องที่ของชื่อเรียก
พิมพ์ทรงนั้นเลย เช่นเดียวกับพระพิจิตรข้างเม็ด แห่งกรุเขาพนมเพลิง จังหวัดสุโขทัย ขึ้นชื่อว่าพระพิจิตรแล้วนั้น
จัดเป็นพระเครื่องชุดเล็ก ประเภท"จิ๋วแต่แจ๋ว" อันเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่นักสะสมพระ
เครื่องทั้งหลาย
พระพิจิตรข้างเม็ด แตกกรุออกมาจากวัดเขาพนมเพลิง
ซึ่งตั้งอยู่บนเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เจดีย์ประธานของวัดเขาพนมเพลิงนี้เป็นเจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลงบนฐานรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละ ๑๑ เมตร ด้านหน้าของเจดีย์มีอาคารศิลาแลง ฐานวิหารก่อด้วย
แลง ภายในวิหารมีพระประธานประทับนั่งหันพระพักต์ไปทางทิศตะวันออก มีมณฑปศิลาฐานสี่เหลี่ยมยกพื้นสูงภายใน
มณฑปเป็นที่สักการะของชาวบ้าน ซึ่งเรียกศาสนสถานนี้ว่า"ศาลเจ้าแม่ละอองสำลี"
นอกจากนี้มีฐานเจดีย์รายก่อด้วยศิลาแลงจำนวน ๖ องค์ บันไดขึ้นเขาอยู่ทางด้านหน้าวัดเป็นบันไดศิลาแลงกว้างขวาง
ประมาณปี พ.ศ.๒๕0๗ มือขุดล่า
สมบัติที่บรรจุกรุตามพระเจดีย์ได้ลักลอบขุดเจาะผนังเจดีย์พบพระพุทธรุปและพระเครื่องมากมายหลายพิมพ์ทรง พระพุทธรูปบูชานั้น
โดยมากเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเป็นศิลปะอู่ทองผสมเกือบทั้งสิ้นทำให้เข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในยุคหลังมากกว่า
ส่วนพระเครื่องที่พบมากมายหลายพิมพ์นั้น อาทิ พระพิมพ์อู่ทอง พระศาสดา พระชินสีห์ พระชินราช
พระพิมพ์ขุนแผนเนื้อชิน พระร่วงหลังลิ่ม พระพิมพ์ข้างเม็ดบัวสองชั้น พระลายกาบหมาก
พระร่วงทิ้งดิ่ง พระพิมพ์เปิดโลก พระพิมพ์สุโขทัยบัวสองชั้น พระเชตุพนบัวสองชั้น พระพิมพ์พิจิตรบ้านกล้วย
พระซุ้มกอ พระพิมพ์พิจิตรข้าวเม่า พระพิมพ์พิจิตรข้างเม็ด พระสังกัจจายน์ ฯลฯ นอกจากนี้
ยังพบพระแผงพิมพ์ต่างๆอีก อย่างไรก็ตามพระเครื่องที่พบในครั้งนี้โดยมากเป็นพระเครื่องที่สร้างด้วยเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่
ส่วนพระเครื่องเนื้อดินพบเห็นน้อยมาก
กล่าวสำหรับเขาพนมเพลิงนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
สำหรับประกอบพิธีบูชาไฟดังปรากฏข้อความในพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงฤาษีสัชนาลัยสั่งสอนบาธรรมราชว่า
"สูเจ้าจงเอาพนมเพลิงเข้าไว้ในเมือง เป็นที่สร้างพรตบูชากูณฑ์ผู้เฒ่าจะสั่งสอน จงทำตามคำ"
ซึ่งหมายถึงใช้เขาพนมเพลิงเป็นแหล่งประกอบพิธีบำเพ็ญพรต แล้วจุดอัคคีบูชาเทวะเป็นเจ้า วัดเขาพนมเพลิง เป็นวัดที่
ตั้งอยู่กลางเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งชัยภูมิของการสร้างเมืองนั้นเป็นการสร้าง้มืองโอบล้อมภูเขาไว้กลางเมือง ขณะเดียวกันก็สร้าง
เมืองให้ภูเขาล้อมรอบไว้ อันเป็นการสร้างเมืองโดยเลือกเอาชัยภูมิอันเหมาะสมยิ่ง กล่าวสำหรับความเป็นมาของเมืองศรีสัชนาลัย
จากหนังสือมรดกโลก จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส ๘๑ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร วันที่
๒๗ มีนาคม พ.ศ.2535 กล่าวว่า
เดิมเรียกว่า เมืองเชลียง จากการ
ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าได้มีกลุ่มชุมชนตั้งถิ่นฐานบริเวณที่เรียกว่า เมืองเชลียงมาแล้วตั้งแต่ประมาณต้นพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๕ เป็นเวลากว่า ๑,000 ปีล่วงมาแล้ว ตัวเมืองเชลียงเดิมตั้งอยู่ทางตอนใต้ของบริเวณที่
ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยปัจจุบันซึ่งอยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยมฝั่งตะวันตกในเขตอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และได้ย้ายจากเมือง
เชลียงเดิมมาตั้งอยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมืองศรีสัชนาลัยมีความสำคัญควบคู่กับเมือง
สุโขทัยมาโดยตลอด ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒0 กรุงศรีอยุธยามีกำลังเข้มแข็งขึ้นและได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นมาทางเหนือ
และยึดครองกรุงสุโขทัยไว้ได้ สถานะของเมืองศรีสัชนาลัยในขณะนั้นเป็นเพียงเมืองกันชนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา
และจากสถานะที่อยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาเพื่อต้านศึกจากล้านนาหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เมืองสรีสัชนาลัยจึงเป็นที่รู้จักของชาว
ล้านนา โดยชาวเมืองเหนือได้เรียกเมืองศรีสัชนาลัยอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองเชียงชื่น ขณะที่ทางกรุงศรีอยุธยาเองกลับเรียกเมือง
ศรีสัชนาลัยว่าเป็นสวรรคโลกจากการอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาและผลของสงครามหลายครั้งทำให้สถานะของเมืองศรีสัชนาลัย
เป็นเพียงเมืองชั้นโท และได้ถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา
เมืองศรีสัชนาลัยได้ปรากฏชื่ออีกครั้งในสมัยสมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรี หลังจากได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าแล้ว ในคราวเสด็จไปปราบศึกพระเจ้าฝาง พระองค์
ได้เสด็จไปสักการะพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองสวรรคโลกต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราวปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ สมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้ย้ายสถานที่ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยไปตั้งอยู่ที่ตำบลวังไม้ขอน เขตอำเภอสวรรคโลก
ปัจจุบัน และได้เรียกสถานที่แห่งนั้นว่า เมืองสวรรคโลกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เชลียง เชียงชื่น
สวรรคโลก ศรีสัชนาลัย จึงเป็นชื่อที่ใช้เรียกเมืองๆเดียวกัน คือเมืองศรีสัชนาลัยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว"
ในหนังสือ เที่ยวเมืองพระร่วง
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒๑ พ.ศ.๒๕๒๖ องค์การค้าคุรุสภา)
ทรงกล่าวถึงเมืองสวรรคโลกและเขาพนมเพลิงอย่างน่าสนใจว่า
"ภายในกำแพงเมืองสวรรคโลก ก็มี
สถานที่ซึ่งควรดูอยู่หลายแห่งแต่ถ้าจะเปรียบกับที่ในเมืองสุโขทัยแล้วก็สู้กันไม่ได้เลยถึงกระนั้นก็พอจะดูได้สนุกบ้าง ที่ซึ่งข้าพเจ้า
ได้ดูก่อนแห่งอื่นคือ เขาพนมเพลิง ซึ่งหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า"สูเจ้าจงเอาพนมเพลิงเข้าไว้ในเมือง
เป็นที่สร้างพรตบูชากูณฑ์"เขาพนมเพลิงนี้อยู่ภายในเมืองจริง อยู่ติดกับกำแพงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะฉนั้นมี
ความยินดีที่จะกล่าวได่ว่า ครั้งนี้พงศาวดารเหนือไม่เหลวแต่เขานั้นเป็นสองลูกแฝด เรียกชื่อว่า สุวรรณคีรียอดหนึ่ง
|