รู้ชื่อ รู้สภาพ รู้ราคา
พระนางพญา
พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง "ทีเด็ด" วรยุทธ "หมัดเมา" พระนางพญา "แร่ลอย" "พระนางพญา" ….ชื่อพระนี้เมื่อเอ๋ยขึ้นมาทุกคนเป็นร้องอ๋อ เพราะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหนึ่งในเบญจภาคี เฉพาะอย่างยิ่งท่านสุภาพสตรีจะชื่นชอบมากเป็นพิเศษเพราะชื่อของพระท่านมีมนต์เสน่ห์แห่งความเข้มขลัง "นางพญา" !! นั่นเอง จึงไม่แปลกหรอกครับที่คุณสุภาพสตรีบางคนที่อยากได้พระจะบอกกับคนมักจี่กัน "พี่ช่วยหาพระนางพญาให้หนูองค์นึงเซ่" เธอคงไม่ทราบว่าอันพระนางพญานั้นมีราคาเช่าหลายแสน สภาพสวย ๆ ก่อนเกิดเหตุเศรษฐกิจล่มราคาเช่าหาทะลุเพดาน "ล้าน" ไปแล้ว!! ถ้าเผอิญมีคุณสุภาพสตรีอ่านเรื่องนี้อยู่ก็อย่าเผลอไปขอพระนางพญากับใครคนอื่นเขานะครับเพราะขี้เท่อจะตาย (ยกเว้นไว้แต่ "ฝาละมี" ของตัวเองที่มีสตางค์) คือ ถ้าไปเอ่ยปากขอกับคนอื่นที่เผอิญเล่นพระเป็น ถ้าเขาไม่หัวร่อตกเก้าอี้ก็อาจสะดุ้งช็อกตาย ตรงนั้นแหละ!! วันนี้เรามาฝึกเพลง "หมัดเมา" สลับบรรยากาศกันครับ คือผมจะไม่พาไปดูของสวยกริ๊บ ๆ แต่จะพาไปดูของลึก ๆ อย่างพระนางพญา "แร่ลอย" ก็สลับเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะเป็นพระนางพญาที่พบค่อนข้างบ่อย ส่วนพระนางพญาที่สวยกริ๊บ ๆ ขนาดเห็นพระโอษฐ์เจ่ออย่างที่เรียกกันว่า "ปากปลากัด" นั้นหาได้ยากเต็มที ครับ….เดี๋ยวเล่นเพลงหมัดเส้าหลิน เดี๋ยวเล่นเพลงดาบบู๊ตึ๊งสลับกันไป เพื่อให้ท่านเป็นพระหลาย ๆ อย่าง ที่ว่าเป็นเพลง "หมัดเมา" เพราะวันนี้เราตั้งใจสวนกระแสไปดูพระไม่สวย พระประเภทนี้ซื้อง่ายขายคล่องเพราะสนนราคาเช่าเข้าไม่แพงมาก ถ้าเล่นเป็นได้เงินใช้ถึงจะสึก ๆ เลือน ๆ แบบนั้นถ้าฟอร์มดีเนื้อหาครบเครื่องราคาก็ตก เป็นแสน ครับ ก่อนจะว่าอะไรกันก็ขอปูพื้นความเป็นมาเกี่ยวกับพระนางพญานิดหน่อยก่อนครับ วัดนางพญาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จ.พิษณุโลก ริมแม่น้ำน่าน บนถนนพุทธบูชา อยู่ระหว่างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกันวัดราชบูรณะ ใกล้สะพานที่จะไปสุโขทัย ส่วนพระนางพญาเป็นพระที่พบครั้งแรกในราวปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จากองค์พระเจดีย์ด้านตะวันออก ต่อมาราว พ.ศ.2470 เจดีย์นี้ได้พังลง ท่านอดีตเจ้าอาวาสในยุคนั้นคือพระอธิการถนอมได้ให้ชาวบ้านและพระเณรช่วยกันเอาดินและเศษอิฐเศษปูนจากซากเจดีย์ล่มนั้นมาถมคูน้ำ สถานที่นี้อีกหลายปีต่อมาก็กลายเป็นดงกล้วย เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในปี พ.ศ.2485 ชาวบ้านได้หนีภัยสงครามเข้าไปหลบอยู่ในดงกล้วยและได้ทำการขุดหลุมหลบภัยจึงพบพระพญากระจายตัวจมอยู่ใต้พื้นดิน พระนางพญามีอยู่ 6 พิมพ์คือ 1. พิมพ์เข่าโค้ง 2. พิมพ์เข่าตรง 3. พิมพ์อกนูนใหญ่ 4. พิมพ์ทรงเทวดา 5. พิมพ์สังฆาฏิ และ 6. พิมพ์อกนูนเล็ก ในช่วงปี 2495-2496 พระนางพญาเข่าโค้งและเข่าตรงมีราคาเช่าหาตกองค์ละ 50 บาท ส่วนพระพิมพ์ย่อมลงมา อย่างพิมพ์สังฆาฏิหรือพิมพ์อกนูนเล็กราคาเช่าหา 20-30 บาท (ค่าครองชีพตอนนู้น ก๋วยเตี๋ยวชามเบ้อเร่อชามละ 50 สตางค์ ไม่ได้ชามเล็กแบบนับเส้นขายอย่างเดี๋ยวนี้ เด็กนักเรียนไปเรียนหนังสือได้ค่าขนมติดกระเป๋าสลึงเดี่ยว ถ้าวันไหนได้ 50 ตังค์ก็ครึ้มเรียกว่าโก้หร่าน "หะรูหะรา" เบ่งทับเพื่อนได้) หลังกึ่งพุทธกาลไปแล้วราคาเช่าหาพระนางพญาก็ขึ้นชั้นพัน พ้น พ.ศ. 2520 ไปแล้วราคาเช่าหาก็ขึ้นหลักแสน หลังปี พ.ศ. 2533 ราคาก็ขึ้นหลักแสนปลาย ๆ ครั้นในปี พ.ศ. 2534-2535 ราคาก็วิ่งชนหลักล้าน!! พระนางพญามีหลายสี อาทิ สีแดง, สีแดงอมเหลือง, สีน้ำตาล, สีเขียวคราบแดง, สีดำ และสีเทาอย่างที่นักเลงพระเรียกว่าสีสวาท พระนางพญาที่สวยกริ๊บ ๆ ผิวสมบูรณ์มีจุดการดูอย่างหนึ่ง ในพระเสียผิวที่เรียกว่าพระ "แร่ลอย" ก็มีจุดการดูอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ผมได้นำพระนางพญาที่เป็น "แร่ลอย" มาให้ทัศนากัน อย่างที่บอกครับว่าพระนางพญา "แร่ลอย" พบค่อนข้างมาก ก็ไม่แน่ "นางพญา" ท่านอาจมาโปรดรักษาโรคทรัพย์จางก็ได้นะท่าน ถ้าหล่นใส่มือสักองค์ก็นอนตีพุงอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรเป็นเดือนเชียวที่ว่า "แร่ลอย" หมายถึงพระที่มีเม็ดกรวดเม็ดทรายลอยเหนือผิวเนื้อพระ พระนางพญาที่พบมีเป็นจำนวนมากที่เป็นพระ "แร่ลอย" เกิดจากพระจมอยู่ในดินในที่ลุ่มเป็นเวลานาน บางปีน้ำก็ท่วมมาก ทำให้พระต้องเสียหายหนังขึ้นไปอีก เมื่อพระได้รับการอาราธนาขึ้นคอเนื้อพระที่ค่อนข้างจะอ่อนอยู่แล้วถูกสัมผัสมากขึ้นทำให้ผิวเนื้อแท้ ๆ หลุดรุ่ยไปก่อน ส่วนแร่ที่เป็นเม็ดกรวดขนาดเขื่องมีความแข็งแกร่งกว่าก็จะสึกหรอได้ช้ากว่า จึงทำให้เห็นเม็ดแร่ลอยตัวอยู่เหนือผิว
พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก ก่อนจะดูแร่ในพระนางพญา "แร่ลอย" ก็ต้องดูจุดอื่นก่อนครับ
1. ดูเส้นสายองคาพายพต่าง ๆ บนองค์พระ เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนต่ำจะต้องคงลักษณะแบบพิมพ์ไว้ได้ชัดเจน คือผิวตอนบนจะเสียไปก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนต่ำสุดอันเป็นตอของพิมพ์จะต้องอยู่และไม่ "ตึง" เพื่อให้รูแน่นอนว่าพิมพ์ถูกต้อง และเป็นของแท้แน่นอนไม่ใช่ "พระแกะ"!! ข้อนี้สำคัญครับเพราะป้องกันความผิดพลาดอันเนื่องมาจาก "พระแกะ" ความจริง "พระแกะ" แทบไม่พบในพระนางพญาเลย แต่พบมากในพระเมืองกำแพงเพชรเคยได้ยินมั้ยครับ "ซุ้มแกะ"!! เป็นพระ "ซุ้มกอ" นี่แหละ พวกช่างแกะ "มือผี" เอาอิฐเก่าหรือพระเก่ามาแกะแล้วทำให้สึกเลือน โดยผ่านการใช้ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ให้เด็กถือเข้าตลาดพระพร้อมกับ "นิยาย" สมบัติเจ้าคุณปู่ !! ขนาดเซียนส่องถึงกับร้อง…จุ๊…จุ๊…จุ๊…หูย!! เนื่อเก่าแจ๋วแหววเสียแต่ใช้สึกไปหน่อย!! เอาเท่าไหร่หนู??!!….เสร็จ!!….เซียนมาเจอ "ซุ้มแกะ" เข้าก็ลอกคราบกลายเป็น "แพะ" ทันที!! เนี่ยฮะบางทีเขาถึงว่า "เก๊" ไม่กลัว กลัว "แกะ"!! ไงล่ะ
2. พระนางพญาเป็นพระที่เข้าว่านก็มี ไม่เข้าว่านก็มี ถ้าเป็นพระเข้าว่านก็ใส่ไม่มากเหมือนอย่างพระเมืองกำแพงฯ หรือผงสุพรรณ ดังนั้น ถ้าพระนางพญามีความหนึกนุ่มอยู่บ้างก็จะไม่ซึ้งจัดจ้านเท่ากับพระสองเมืองดังกล่าวกระนั้นพระนางพญาที่เข้าว่านก็สามารถเห็นความหนึกนุ่มได้ ส่วนพระที่ไม่เข้าว่านก็จะเห็นความแกร่งกว่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามจุดที่สำคัญที่สุด คือ เนื้อพระต้องแห้งสนิทและเป็นธรรมชาติ
3. มาถึงแร่ ซึ่งเป็นเม็ดกรวดขนาดเขื่องโรยตัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น เม็ดแร่นี้เป็นการจงใจของโบราณท่านที่ผสมเข้าไปเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเนื้อพระ แร่ในพระนางพญามีสามแบบคือ หนึ่งสีขาวใสหรือโปร่งแสง สองสีขาวขุ่นแบบน้ำนม และสามสีแดงอมน้ำตาลเข้มซึ่งเป็นหินลูกรัง ในพระเสียผิวเม็ดแร่จะลอยโผล่ผิวเนื้อพระ และขอบเม็ดแร่ต้องไม่คมเด็ดขาด เพราะสมมติฐานที่ว่าพระนางพญาจมอยู่ในดินมานานและผ่านการสัมผัสจับต้องมามาก ถ้าขอบคมเมื่อไหร่ก็เก๊ลูกเดียวเมื่อนั้น !!
นี่แหละฮะ วิทยายุทธ "หมัดเมา" ของพระนางพญา "แร่ลอย" พระผิวไม่สวยคนส่วนใหญ่มักจะเมิน แต่นักเล่น "มือโปร" รู้ว่าพระแบบนี้ซื้อง่าย ขายคล่องไม่เบา อีกทั้งซื้อเข้าไม่แพง!! แต่ขายทำกำไรได้ "แพง" !! จึงเป็นพระที่น่าสนใจน่าศึกษามากทีเดียว….วันนี้เรามาฝึกวิทยายุทธ "หมัดเมา" เพื่อเป็นมือโปรก็เข้าทีและครึ้มดีนะครับ….ขอทุกท่านโชคดีมีเงินใช้ไร้โรคา ฉบับหน้าพบกันที่นี่ เหมียนเดิมคร๊าบบบ!!!!